การที่คนหนึ่งคนต้องเผชิญกับภัยคุกคามโดยอาวุธอิเล็คทรอแมคเนติกหรือ infrasound อย่างต่อเนื้องโดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะสิ้นสุดนั้น ไม่ง่ายเลย ความหงุดหงิดที่ต้อง "รู้สึก" หรือ "สำผัส" กระแสคลื่นเสียงบนร่างกายนั้นทำให้เราไม่มีสมาธิในการทำสิ่งใดๆระหว่างวัน
มันอาจจะแย่...ใช่..แต่พอผมมานั่งคิดทบทวนดูดีๆ ...บางที...การให้อภัย (กับพวกเค้า) ก็ถือเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ มันคือการให้อภัยโดยไม่มีเงื่อนไข
ผมจึงเริ่ม...เรียนรู้ที่จะให้อภัย ...เริ่มเรียนรู้ที่จะคิดบวก หนึ่งหนทางในการดับทุกข์ที่ศาสนาพุทธสอนไว้ก็คืออย่าเลือกที่จะใช้ไฟเพื่อดับไฟ และยิ่งไปกว่านั้นหากสิ่งที่ผมเจอนั้นถูกมองว่าเป็นทุกข์ มันจึงเป็นเช่นนั้นเพราะเราเลือกที่จะมองมันเช่นนั้น ...หากเราเลือกที่จะมองมันเสียใหม่...เราก็จะไม่ทุกข์ (ไม่รู้สึก...ก็ไม่ทุกข์)
ดังนั้นหากผมเริ่มยิ้มรับให้กับการกระทำของพวกจิตวิทยาหมู่ ไม่ว่าด้วยเหตุผลการจองเวรจองกรรมอันใดก็ตาม...สุดท้ายอภัยที่เรามอบให้เขาจะกลายเป็นอโหสิกรรมต่อเรา แล้วต่างคนก็ต่างไปหาวิธีชำระปาปกันไป
....ท่ามกลางสถานการณ์เลวร้าย วิธีการนี้ดูเหมือนเป็นแนวทางของผู้ชาญฉลาดที่สุด ที่รู้จักป้องกันภัยให้กับตนเองทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ด้วยการดับต้นเหตุของตัวปัญหาที่มาจาก "กิเลส" ในใจเรานั่นเอง ตอกย้ำความจริงแท้ของชีวิตที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า "จงระงับการจองเวรด้วยการไม่จองเวร" เสียเถิด เพราะ " โทษใดเสมอด้วย โทสะ เป็นไม่มี " คอยแต่จะก่อทุกข์ก่อโทษให้ตนเองไม่มีที่สิ้นสุด ผู้ระงับความโกรธเสียได้จึงได้ชื่อว่า ทำสิ่งที่ทำได้ยาก แม้มนุษย์และเทวดาก็สรรเสริญ